วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ภาพที่อยู่นอกหน้าต่าง



ภาพที่อยู่นอกหน้าต่าง

มีชายสองคนต่างก็ป่วยหนักทั้งคู่ ทั้งสองนอนอยู่ในห้องผู้ป่วยรวมห้องเดียวกัน ระหว่างเตียงจะมีม่านกั้นไว้
ชายคนหนึ่ง... ได้รับอนุญาตจากหมอให้ลุกขึ้นนั่งได้วันละหนึ่งชั่วโมงในตอนบ่าย เพื่อให้ของเหลวจากปอดระบายออกได้สะดวก เตียงของเขาอยู่ชิดกับหน้าต่าง ซึ่งในห้องนั้นมีหน้าต่างอยู่เพียงบานเดียว
ส่วนชายอีกคนหนึ่ง ต้องนอนราบอยู่บนเตียง ไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ ทั้งสองคนต่างชวนกันคุย สารพัดเรื่องอย่างสนุกสนาน ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว ภรรยา บ้าน การงาน การเคยรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร การท่องเที่ยว และเรื่องอื่นๆอีกจิปาถะ

และ ทุกครั้งที่ชายซึ่งนอนอยู่ติดหน้าต่าง ลุกขึ้นนั่งในตอนบ่าย เขาก็จะบรรยายสิ่งต่างๆที่เขา มองเห็นผ่านกระจกหน้าต่าง ให้กับชายอีกคนหนึ่งฟังโดยละเอียด
ทำ ให้ชายที่เตียงอยู่ห่างจากหน้าต่าง รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับทราบเรื่องราวของโลกภายนอก โดยผ่านการบอกเล่าของเพื่อนร่วมห้องในโรงพยาบาล

ชาย ที่อยู่ริมหน้าต่างบอกว่า ที่ข้างนอกหน้าต่างนั้น จะแลเห็นสวนดอกไม้ที่สวยงาม ซึ่งอยู่ติดกับบึงน้ำขนาดใหญ่ มีห่านและหงส์ ที่ต่างก็แหวกว่ายเล่นน้ำตามกันเป็นฝูงๆ
ขณะ ที่เด็กๆ... ต่างพากันเล่นเรือเล็กที่บังคับด้วยเครื่องบังคับขนาดเล็ก คู่รักหนุ่มสาวเดินควงแขนไปตามทางเดินที่เลี้ยวลัดเลาะสวนดอกไม้
ต้นไม้ สูงใหญ่ใบเขียว เรียงรายดูเป็นระเบียบงามตา หญ้าเรียบเขียวชอุ่ม มองเห็นตึกระฟ้าอยู่ไกลๆ... รวมทั้งรถไฟยกระดับที่แล่นวนเวียนผ่านตัวเมือง แลดูสวยงามและมีชีวิตชีวายิ่งนัก

ระหว่างที่ชายซึ่งอยู่ติดหน้าต่าง พรรณนาถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนอกหน้าต่างนั้น ชายอีกคนหนึ่งก็จะหลับตาจินตนาการภาพที่เกิดขึ้น...

บ่าย วันที่อากาศสดใสวันหนึ่ง... ชายที่อยู่ริมหน้าต่างได้บรรยายขบวนพาเหรดที่เดินผ่านไป... แม้ว่าชายอีกคนหนึ่งจะไม่ได้ยินเสียงดนตรี และมองไม่เห็นขบวนพาเหรดนั้น เขาก็สามารถหลับตานึกภาพ... และได้ยินเสียงอย่างชัดเจนภายในความคิดของตน ทำให้รู้สึกเบิกบานตามไปด้วย

หลาย สัปดาห์ผ่านไป... เช้าวันหนึ่งนางพยาบาลเดินเข้ามา พร้อมด้วยเครื่องทำความสะอาดร่างกายที่ทำเป็นประจำ เธอก็พบกับ ร่างที่ไร้วิญญาณ ของชายที่อยู่ริมหน้าต่าง ที่นอนสิ้นลมหายใจด้วยความสงบ เธอรู้สึกเสียใจและเรียกบุรุษพยาบาลมานำร่างชายผู้นั้นออกไป

เมื่อ เวลาผ่านไป... ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ขออนุญาตเลื่อนไปนอนที่ริมหน้าต่าง นางพยาบาลก็จัดการย้ายเตียงให้ด้วยความยินดี หลังจากที่จัดเตรียมสิ่งต่างๆให้อย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็ออกจากห้องไปปล่อยให้เขาพักผ่อนตามลำพัง

ชายคนนั้นค่อยๆยันกายด้วยข้อศอกของตัวเองขึ้นอย่างเชื่องช้า เพื่อที่จะได้มองออกไปเห็นโลกภายนอกด้วยสายตาของตนเอง เป็นครั้งแรก...
เขา โน้มตัวเข้าไปใกล้หน้าต่าง ด้วยความลำบากยากเย็น ในที่สุด เขาก็พร้อมที่จะให้เห็นความเบิกบานภายนอกนั้นแล้ว เขาค่อยๆชะเง้อมองอย่างช้าๆ ออกไปนอกหน้าต่างบานนั้น...

แต่มันกลับไม่มีอะไรเลย...นอกจากกำแพงที่ว่างเปล่า

เขาถามพยาบาลในภายหลังว่า... ทำไมชายคนนั้นเล่าเรื่องราวเสียอย่างสวยหรูเป็นตุเป็นตะเช่นนั้น แต่นางพยาบาลคนนั้นกลับตอบว่า...

"เพื่อนของเขาที่เพิ่งตายไปนั้น เป็นคนตาบอด"


 
จงพูดแต่สิ่งที่ดีงามกับคนรอบข้าง

เรื่องนี้เองที่ทำให้ผมต้องคิดถึง คำพูด ที่ผมจะพูดกับผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เพราะ คำพูด อาจจะเป็นเช่น โอสถทิพย์ ที่ทำให้คนบางคนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และ คำพูด อาจจะเป็นดัง ยาพิษ ที่ทำร้ายใครบางคนให้สิ้นใจตายได้เช่นกัน

ดังเช่น คำพูดของ ชายคนหนึ่งในเรื่องนี้ที่ทำให้เพื่อนของเขามี พลังใจ ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเรื่องๆนี้ ก็สอนให้ผมรู้ว่า การรับรู้ใน สิ่งที่ดีๆ และสวยงาม นั้น ย่อมจะสร้างกำลังใจได้ดีกว่า การรับรู้ในเรื่องที่เลวร้าย 

จึงไม่สำคัญว่าคุณ เห็นอะไร สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ คุณพูดถึงสิ่งที่คุณพบเห็นต่อไปอย่างไร เพราะคำพูดของคุณอาจจะสร้างพลังใจ หรือเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคน

ดังนั้น จงพูดแต่เพียง สิ่งที่ดีงาม สิ่งที่สวยงาม กับคนรอบข้างของเราเสมอ เพราะมันอาจจะเป็นกำลังใจที่สำคัญ ที่ทำให้เขาต่อสู้ชีวิตต่อไปก็ได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น